สงกรานต์ก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ก็มากล่าวสวัสดีกันอีกครั้งกับ กระผม นาย @chiisaii (ชีไซ) อีกเช่นเคยครับ วันหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมาก็ได้ไปมีโอกาสไปทำบุญ ๙ วัดมาด้วยครับ เอาบุญมาฝากกับทุกท่านด้วยนะครับ และแล้ววันนี้เป็นวันแรกของการทำงานหลังวันหยุดยาว และอีก 2 อาทิตย์ ก็กำลังจะเจอ Long Weekend ระลอกสอง คือ วันแรงงาน - วันฉัตรมงคล อีกทีนึง ก็ขอให้ทุกท่านทำงานอย่างมีความสุขตลอดสองอาทิตย์นี้ด้วยความตั้งใจ และบรรลุผลด้วยนะครับ
ส่วนวันนี้ก็อีกเช่นเคยครับ กับครั้งที่แล้ว หัวข้อบทความดีๆ มาฝาก ก็ได้มาเวียนบรรจบรอบสอง และก็ได้นำสาระมาให้อ่านอีกเช่นเคย แน่นอนครับว่า หัวข้อในคราวนี้คงจะชอบใจกับชาว IT กันไม่น้อย และ นักอ่านตัวยง ก็คงอาจจะต้องปรับตัวกับสิ่งใหม่ๆ ควบคู่ไปด้วยกัน ซึ่งนั่นก็คือ "ดิจิตัล คอนเทนท์" นั่นเอง ... ถามว่าตอนแรกๆ มันเกิดมาจากอะไรกันแน่ และที่มาที่ไปมันเป็นอย่างไรกัน ... เริ่มแรกเลย มันมาจากหนังสือ กับ แมกกาซีน ที่เราอ่านกันอยู่เป็นประจำเนี่ยแหละครับ ต่อมามีเว็ปไซต์เจ้าหนึ่งมีนามว่า Amazon ที่ตั้งขึ้นมาเป็นตลาดซื้อ-ขายหนังสือออนไลน์ ก็ได้เกิดไอเีดียอย่างหนึ่งขึ้นมาว่า "ทำไมเราไม่ลองเอาหนังสือไปใส่ในสื่อดิจิตอลต่างๆ ดูมั่งล่ะ ?" ก็ได้เกิดปรากฎการณ์ในช่วงแรกๆ ว่า เอาหนังสือมา Scan ด้านในบางส่วนเป็นตัวอย่างให้ลูกค้าได้อ่านก่อนตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนั้น ต่อมาเกิดไปได้ดี ก็เริ่มประดิษฐ์อุปกรณ์สำหรับนักอ่านชิ้นใหม่ที่ชื่อว่า Amazon Kindle หรือ E-book Reader มาให้นักอ่านตัวยง ได้มีโอกาสสัมผัสกับ หนังสือในรูปแบบอิเล็กโทรนิกส์ หรือ e-book เป็นครั้งแรก ... ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีมากๆ สำหรับนักเขียนส่วนนึง กล่าวคือ ช่วยลดปัญหาเปลืองทรัพยากรกระดาษ บางส่วน และ ลดค่าใช้จ่ายวัตถุในการผลิตไปได้มากมาย โดยทำออกมาเป็นสื่อแบบนี้เพียงครั้งเดียว แล้วก็กระจายต่อไปให้คนอื่นอย่างง่ายดาย
แต่ปัญหาก็มีอยู่ในเรื่องของความเคยชินของผู้อ่านเอง และการละเมิดลิขสิทธิ์ในโลกดิจิตอล มันช่างทำได้ค่อนข้างง่ายอยู่ โดยฝีมือของเหล่า Hacker ไปเอาไฟล์มาปล่อยแจกฟรีตามที่ต่างๆ รวมไปถึงโรงพิมพ์เองด้วยว่า ถ้าหากเป็นแบบดิจิทัลทั้งหมด โรงพิมพ์อาจจะมีสิทธิ์ได้รับผลกระทบโดยทันที เพราะผลิตเป็น Mass Product ไม่ได้ ... เลยกลายเป็นปัญหาใหญ่พอสมควร จนกระทั่งมีบุคคลผู้หนึ่งนาม Steve Jobs ได้เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ที่มีชื่อว่า iPad ซึ่งหน้าตาคล้ายๆ กับ iPod Touch หรือ iPhone แต่มีขนาดเท่ากับกระดาษ A4 และสามารถอ่านหนังสือในนี้ได้ด้วย และที่น่าสนใจอีกอย่างนึง คือ ระบบปิด ที่พี่แกนำเสนอ ได้มีการตั้งร้านหนังสือดิจิตอลขึ้นมา เพื่อให้โรงพิมพ์ได้มีสิทธิ์เอาหนังสือมาขายในนี้ได้ และทำให้นักอ่านหาหนังสือได้ง่ายขึ้นอีกด้วย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของยุค Tablet บูม ที่หลายเจ้ากำลังผลิตสิ่งที่หน้าตาคล้ายๆ iPad ออกมาอย่างมากมาย อาทิ Samsung Galaxy Tab, Dell Streak, Motolora Xoom ฯลฯ อีกเพียบ
ที่เล่ามาก็มาจากประสบการณ์ส่วนตัวนะครับ ลองมาดูบทความของท่านนี้บ้างดีกว่าครับ จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ โดย คุณรัตติยา อังกุลานนท์ (New Media กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 11/4/2011) ได้กล่าวหัวข้อนี้เอาไว้ดังนี้ครับ
วันนี้ "สื่อสิ่งพิมพ์" ก้าวมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง อาจเรียกไ้ด้ว่าเป็นช่วงเวลาวิกฤติของบางสื่อ เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ของผู้เสพ แต่จังหวะที่ทุกคนกำลังจับตามองช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านนี้ การพัฒนาเทคโนโลยี ดิจิทัล ได้เข้ามาเสริมโอกาส ทำให้สื่อสิ่งพิมพ์เริ่มขยับไปสู่การพัฒนาคอนเทนท์ในเวอร์ชั่น ดิจิทัล เช่นกัน
อุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล ประธานบริหารและที่ปรึกษาอาวุโส ด้านดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง บริษัท ธอมัส ไอเดีย จำกัด กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของสื่อสิ่งพิมพ์ จากการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ที่ทำให้รูปแบบการรับสื่อของผู้คนเปลี่ยนไปจากเดิม กลุ่มที่เห็นชัดเจนในขณะนี้คงเป็น "แมกกาซีน" ซึ่งหลายหัวหลายฉบับเริ่มหายจากแผง เพราะรับแรงถาโถมของเวอร์ชั่น E-Magazine ผ่านการรับชมทางเว็บไซต์ ต่อด้วยอุปกรณ์สมาร์ท ดีไวซ์ ของยุคนี้ ยังไม่ทันที่อีแมกกาซีน จะแจ้งเกิดอย่างสมบูรณ์แบบ คอนเทนท์ ก็ถูกพัฒนาไปอีกขั้นด้วย "ดิจิทัล แมกกาซีน" และครั้งนี้มาพร้อมกับความพิเศษ ด้วยรูปแบบ "อินเตอร์แอคชั่น" โดยคอนเทนท์ต่างๆ สามารถโต้ตอบกับผู้เสพ ด้วยดิจิทัล แมกกาซีน จะมีฟอร์แมต ภาพ เสียง วีดีโอ และแอนิเมชัน แบบครบสูตร ต่างจากอีแมกกาซีน ที่มักเป็นเพียงไฟล์พีดีเอฟ หรืออาจมีดิจิทัลคอนเทนท์ ประเภทเคลื่อนไหวบ้างก็เล็กน้อย
แต่ "ดิจิทัล แมกกาซีน" จับจุดความสนใจด้วยรูปแบบ อินเตอร์แอ็คทีฟ กับผู้เสพทุกสัมผัสการรับรู้ หากเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต ก็สามารถอัพโหลดข้อมูลการสื่อสารได้แบบเรียลไทม์ และสิ่งสำคัญ สำหรับนักการตลาด คือ การ Engagement ที่จะเข้าถึงผู้บริโภคได้ด้วยระยะเวลานานกว่าสื่ออื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาทางทีวี จึงมีข้อจำกัดการรับรู้เพียง 30 วินาที หรือป้ายโฆษณาที่ผ่านแล้ว อาจผ่านเลย
อุไรพร มองว่าปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ทั้งอีแมกกาซีน และดิจิทัล แมกกาซีน ได้รับความสนใจ อยู่ที่จำนวนดีไวซ์ ซึ่งจะเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงคอนเทนท์เหล่านี้ และการกำหนดราคาดาวน์โหลดให้จูงใจ คาดว่าจำนวน "ไอแพด" ดีไวซ์ที่ได้รับความนิยม และเหมาะสมกับการเสพ ดิจิทัล แมกกาซีน ในไทยมีประมาณ 1 แสนเครื่องในปัจจุบัน แต่ปีนี้ อุปกรณ์แทบเล็ต แบรนด์อื่นๆ จะมีรุ่นใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดมากขึ้น และมีจำนวนมากพอทีจะกระตุ้นให้ผู้ประกอบการสิ่งพิมพ์ตื่นตัว พัฒนาแอพพลิเคชั่น ดิจิทัล แมกกาซีน อย่างคึกคักในปีนี้
ในปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตดิจิทัล คอนเทนท์ ยังมีความสับสนในการลงทุนฟอร์แมต และการกำหนดราคาที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้บริโภคยอมจ่ายเงินดาวน์โหลด เพราะไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่นต่างๆ พฤติกรรมของคนไทยยังรู้สึกว่า คอนเทนท์เหล่านี้ควรจะ "ฟรี" การเปลี่ยนพฤติกรรมให้ผู้บริโภคยอมจ่ายเงินที่ "คอนเทนท์" ที่ดีมีคุณภาพ และแตกต่าง หรือ หาเสพไม่ได้จากช่องทางไหน ดังนั้น การพัฒนา "ดิจิทัล แมกกาซีน" ที่ไม่มีเวอร์ชั่น "เล่ม" ให้อ่าน จึงมีโอกาสเรียกเงินในกระเป๋าผู้บริโภค จากการดาวน์โหลดได้ง่ายกว่า "แมกกาซีน" ที่มีทั้งสิ่งพิมพ์ และดิจิทัล คอนเทนท์
ส่วนแนวโน้มหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ (e-book) ในประเทศไทย ไปได้ค่อนข้างช้า จากการสำรวจผู้เข้าชมงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ หรือบุ๊คเอ็กซ์โป ช่วงเดือน ต.ค. 2553 พบว่ามีเพียง 3% ที่อ่านอีบุ๊ค ตัวเลขดังกล่าวทำให้สำนักพิมพ์พอคเก็ตบุ๊คต่างๆ อยู่ในขั้นความเตรียมพร้อมคอนเทนท์ เพื่อรองรับตลาดอีบุ๊ค เท่านั้น
อุไรพร มองว่าตลาดอีบุ๊ค ในปัจจุบันมีทั้งรูปแบบอินเตอร์แอคทีฟ และแบบพีดีเอฟไฟล์ แต่ด้วยพฤติกรรมคนไทยที่ชื่นชอบสีสัน และรูปภาพ จึงเชื่อว่าอุปกรณ์ แทบเล็ต น่าจะได้รับความสนใจมากกว่า "อีบุ๊ค รีดเดอร์" ที่เจาะกลุ่มคนสูงอายุที่ยังชื่นชอบการอ่านหนังสืออยู่ เพราะปัจจุบัน อีบุ๊ค ในมุมมองของผู้อ่าน เป็นเพียงการเปลี่ยนจากพอคเก็ตบุ๊คเล่ม มาเป็นเวอร์ชั่นอีบุ๊คที่มีเนื้อหาไม่ต่างจากเดิม
ปัจจุบันทุกสำนักพิมพ์ต่างๆ กำลังอยู่ระหว่างการปรับตัวในการพัฒนา ดิจิทัล คอนเทนท์ ที่เหมาะสมตอบสนองไลฟ์สไตล์กลุ่มผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีการใช้งานผ่านสมาร์ท ดีไวซ์ ต่างๆ มากขึ้น ทำให้ทุกค่ายมีการพัฒนาคอนเทนท์ เพื่อให้บริการบนดีไวซ์ที่เข้าถึงผู้บริโภค
แม้วันนี้ จะเรียกว่าอยู่ในขั้นทดลองตลาดศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค แต่ทุกค่ายก็ต้องก็ต้องลงมือทำตั้งแต่วันนี้ เพื่อสร้างแบรนด์เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในอนาคตอันใกล้ เมื่อถึงวันที่ผู้บริโภคไม่ซื้อ "สิ่งพิมพ์" แบบเล่มอีกต่อไป แต่ยังให้ความสนใจเสพคอนเทนท์ ที่แต่ละสำนักพิมพ์มีจุดเด่นต่างกัน จะเปลี่ยนภาพของอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัล อย่างรวดเร็ว
หากย้อนกลับไปดูการเปลี่ยนแปลงของสื่อดอทคอมเมื่อ 10 ปีก่อน จะพบว่าองค์กรและแบรนด์ต่างๆ "ไม่เห็นความจำเป็นว่าต้องมีเว็ปไซต์" แต่มาวันนี้ คงไม่มีใครถามอีกแล้วว่า ต้องมีเว็ปไซต์หรือไม่ แต่คำถามสำหรับ ผู้ประกอบการสื่อสิ่งพิมพ์ ในวันนี้หากไม่ทำ "ดิจิทัล คอนเทนท์" จะอยู่ได้ไหม เชื่อว่าคงไม่ต้องรอ "คำตอบ" นานถึง 10 ปีเหมือนยุคดอทคอม เพราะด้วยเทคโนโลยีบรอดแบรนด์ 3G สมาร์ทดีไวซ์ ต่างๆ จะเป็นตัวเร่ง ให้พฤติกรรมผู้บริโภควันนี้เปลี่ยนแปลงด้วยอัตราเร่ง
เมื่อมาถึงวันที่ผู้บริโภคไม่ซื้อ ฮาร์ด ก๊อบปี๊ "พับลิชเชอร์" จะทำอย่างไร คำถามจึงอยู่ว่า "จะอยู่ที่เดิม" หรือ "ก้าวไปหาอนาคต" หากจะเดินไปหาอนาคตก็จำเป็นต้องลงทุน พัฒนา บิซิเนส โมเดล ที่เหมาะสมสำหรับ "สิ่งพิมพ์ยุคดิจิทัล"
The world would not be stopped. Article by @chiisaii (Joei Chan)
2554-04-19
2554-04-12
เรื่องน่ารู้: ชาร์จ Galaxy Tab อย่างไรให้ถูก
สวัสดีครับ กลับมากันอีกครั้งกับกระผม นาย @chiisaii (ชีไซ) กันอีกครั้งครับ ช่วงนี้ก็เริ่มเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์กันแล้วนะครับ ก่อนอื่นก็ขอกล่าวสวัสดีปีใหม่ไทยแด่ทุกคนด้วยครับ และวันหยุดยาวๆ เช่นนี้ สำหรับคนที่จะกลับต่างจังหวัด ขับรถขับราก็ระมัดระวังกันหน่อยนะครับ ด้วยความห่วงใยจากกระผมเอง @chiisaii ครับ
วันนี้พอดีเจอประสบการณ์หลังจากได้เจ้า Galaxy Tab มาใหม่ๆ ก็เลยสังเกตุบางสิ่งบางอย่าง เกี่ยวกับการชาร์ตแบตเจ้าเครื่องนี้ โดยสอยมาวันแรก พอดีเกิดความขี้เกียจไม่เอาตัวชาร์จ (Adapter) ของมันเองมาใช้ แต่มักง่ายไปเอาของ Apple iPod ไปเสียบแทน แล้วทำอย่างนี้มาประมาณ 1 อาทิตย์ ก็เริ่มสังเกตุอาการผิดปกติของเจ้า Galaxy Tab ว่า ทำไมชาร์จไฟแล้วไม่เข้า ใช้ไปแบตหมดเร็วกว่าปกติ และตอนชาร์จเต็ม หลังเครื่องเกิดอาการร้อนจัด ก็เริ่มสงสัย
จากนั้นก็เข้าไปหาข้อมูลแล้วก็เจอหลายท่านบ่นเรื่องแบตเป็นเสียงเดียวกัน เลยลองเอาตัวชาร์จ (Adapter) ของมันเอง มาใช้บ้าง อาการที่กล่าวหายไปหมดเลยครับ กลายเป็นชาร์จเข้า และหลังเต็มแล้วแบตไม่ร้อน เลยได้บทเรียนใหม่ในวันนี้ทันทีเลยครับ
กล่าวคือ เครื่องนี้อย่าชาร์จมักง่ายครับ USB ของ Galaxy Tab ชาร์จกับคอม คือการเชื่อมต่อ และโอนถ่ายข้อมูล เรื่องชาร์จคือเรื่องรอง และการไปเอา USB Adapter ตัวอื่นที่ไม่ใช่ของมันเองมาใช้ ถือเป็นความผิดมหันต์ เพราะเสียบไปแล้ว มันเข้าใจว่าเสียบกับคอมอยู่ ตัวเครื่องมันเจาะจงเฉพาะให้ใช้กับของมันเท่านั้นครับ
คราวนี้เราจะพาไปดูรูป กันดีกว่าครับว่าชาร์จ Galaxy Tab ที่ถูกต้องเป็นอย่างไรกัน ...

จากรูปข้างบนให้ดูตัวอย่างของ USB Adapter ทั้ง 2 ชนิด ก่อนครับ โดยทางซ้ายมือ สีขาว จะเป็นของ Apple ส่วนทางขวา สีดำ จะเป็นของเจ้า Galaxy Tab เองครับ

ส่วนรูปถัดมา จะเป็นการชาร์จที่ผ่านเจ้า USB Adapter ของ Apple ซั่งต้องขอบอกเลยครับว่าอย่าทำเด็ดขาด เพราะตัวชาร์จมันจะโชว์ กากบาท แดงๆ เล็กๆ อยู่ ซึ่งถ้าเจอเช่นนี้ ให้ถอดออกทันทีเลยครับ

รูปสุดท้ายเป็นการชาร์จที่ถูกต้องผ่านเจ้า USB Adapter ของ Galaxy Tab เองครับ สังเกตุง่ายๆ ตอนเสียบจะทีเสียงร้อง 1 ที แล้วตัว icon battery มุมบนขวาจะวิ่งครับ และไม่มีตัว กากบาท แดงๆ เล็กๆ ถือว่าชาร์จปลอดภัยครับ เครื่องไม่ร้อน ทำให้ถนอมแบตยาวนาน
เห็นแล้วหวังว่าผู้อ่านคงจะได้ความรู้และความเข้าใจอะไรมากขึ้นนะครับ พบกับบทความของผมได้อีกนะครับ ช่วงนี้สงกรานต์ว่างๆ จะโพสต์ Blog หลากหลายความรู้ให้ทุกท่านอีกเช่นเคย ^ ^
วันนี้พอดีเจอประสบการณ์หลังจากได้เจ้า Galaxy Tab มาใหม่ๆ ก็เลยสังเกตุบางสิ่งบางอย่าง เกี่ยวกับการชาร์ตแบตเจ้าเครื่องนี้ โดยสอยมาวันแรก พอดีเกิดความขี้เกียจไม่เอาตัวชาร์จ (Adapter) ของมันเองมาใช้ แต่มักง่ายไปเอาของ Apple iPod ไปเสียบแทน แล้วทำอย่างนี้มาประมาณ 1 อาทิตย์ ก็เริ่มสังเกตุอาการผิดปกติของเจ้า Galaxy Tab ว่า ทำไมชาร์จไฟแล้วไม่เข้า ใช้ไปแบตหมดเร็วกว่าปกติ และตอนชาร์จเต็ม หลังเครื่องเกิดอาการร้อนจัด ก็เริ่มสงสัย
จากนั้นก็เข้าไปหาข้อมูลแล้วก็เจอหลายท่านบ่นเรื่องแบตเป็นเสียงเดียวกัน เลยลองเอาตัวชาร์จ (Adapter) ของมันเอง มาใช้บ้าง อาการที่กล่าวหายไปหมดเลยครับ กลายเป็นชาร์จเข้า และหลังเต็มแล้วแบตไม่ร้อน เลยได้บทเรียนใหม่ในวันนี้ทันทีเลยครับ
กล่าวคือ เครื่องนี้อย่าชาร์จมักง่ายครับ USB ของ Galaxy Tab ชาร์จกับคอม คือการเชื่อมต่อ และโอนถ่ายข้อมูล เรื่องชาร์จคือเรื่องรอง และการไปเอา USB Adapter ตัวอื่นที่ไม่ใช่ของมันเองมาใช้ ถือเป็นความผิดมหันต์ เพราะเสียบไปแล้ว มันเข้าใจว่าเสียบกับคอมอยู่ ตัวเครื่องมันเจาะจงเฉพาะให้ใช้กับของมันเท่านั้นครับ
คราวนี้เราจะพาไปดูรูป กันดีกว่าครับว่าชาร์จ Galaxy Tab ที่ถูกต้องเป็นอย่างไรกัน ...

จากรูปข้างบนให้ดูตัวอย่างของ USB Adapter ทั้ง 2 ชนิด ก่อนครับ โดยทางซ้ายมือ สีขาว จะเป็นของ Apple ส่วนทางขวา สีดำ จะเป็นของเจ้า Galaxy Tab เองครับ

ส่วนรูปถัดมา จะเป็นการชาร์จที่ผ่านเจ้า USB Adapter ของ Apple ซั่งต้องขอบอกเลยครับว่าอย่าทำเด็ดขาด เพราะตัวชาร์จมันจะโชว์ กากบาท แดงๆ เล็กๆ อยู่ ซึ่งถ้าเจอเช่นนี้ ให้ถอดออกทันทีเลยครับ

รูปสุดท้ายเป็นการชาร์จที่ถูกต้องผ่านเจ้า USB Adapter ของ Galaxy Tab เองครับ สังเกตุง่ายๆ ตอนเสียบจะทีเสียงร้อง 1 ที แล้วตัว icon battery มุมบนขวาจะวิ่งครับ และไม่มีตัว กากบาท แดงๆ เล็กๆ ถือว่าชาร์จปลอดภัยครับ เครื่องไม่ร้อน ทำให้ถนอมแบตยาวนาน
เห็นแล้วหวังว่าผู้อ่านคงจะได้ความรู้และความเข้าใจอะไรมากขึ้นนะครับ พบกับบทความของผมได้อีกนะครับ ช่วงนี้สงกรานต์ว่างๆ จะโพสต์ Blog หลากหลายความรู้ให้ทุกท่านอีกเช่นเคย ^ ^
2554-04-10
ว่าด้วยเรื่องของ Mind Mapping App สำหรับมือถือ (ภาค 2)
สวัสดีกันอีกครั้งครับ กลับมากันอีกครั้งในเรื่อง Mind Mapping กันต่อในส่วนของ น้องแอนกันมั่งซึ่งหลายๆ ท่านอาจยังไม่คุ้นเคยกับคำว่า "น้องแอน" กันเลยใช่ไหมครับ ซึ่งเค้าก็คือ Android นั่นเอง โดยครั้งที่แล้วหลายๆ ท่านที่มาอ่านคงได้เจอในส่วนของน้องไอไป ซึ่งสำหรับหลายท่าน (ที่ยังไม่ได้ jail break) คงจะบ่นกันเรื่องที่ว่าแอปแค่นี้ทำไมต้องเสียตังค์กันด้วย ซึ่งโดยในมุมมองของผมนั้น คิดว่าเป็นสิ่งดีครับ เพราะเราต้องเห็นใจผู้พัฒนาแอปกันบ้าง (ไม่ต่างจากเราไปก๊อปปี้เพลงของนักร้องฟรีๆ) เพียงแต่อาจจะจุ๊กจิ๊กไปบ้างตามสไตล์ของ Apple แต่อันหลังต้องขอบอกเลยครับว่ามันเยี่ยมกว่าในเรื่องของ Open Source อย่างแท้จริงครับ โดยเราสามารถไปโหลดแอปฟรีๆ ได้ที่ Android Market ครับ
อ้าว คงไม่ต้องพล่ามเยอะแล้วล่ะครับ เรามาดูกันเรยดีกว่าครับว่า Mind Map ของน้องแอน จะสู้น้องไอได้ไหม โดยแอปที่เราหาได้ และลองใช้ก็มี 2 ตัวเช่นเคยครับ คือ Thinking Space กับ Mind Map Memo ครับ

จากรูปนะครับ ทางซ้ายมือ Thinking Space ส่วนทางขวามือ Mind Map Memo ครับ โดยเรามาเริ่มจากมวยรองอย่าง Mind Map Memo กันดีกว่าครับ

เจ้าตัวแอปนี้ที่ชอบอย่างนึงคือใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก เข้ามาก็จะให้เราเข้าไปสร้างใหม่หรือเปิดให้แก้ไขได้ตามใจชอบ แล้วการลาก Node ย่อยก็แสนง่าย เพียงแค่ใช้นิ้วสัมผัสแล้วลาก ก็สร้าง Mind Map ส่วนตัวได้ตามต้องการ

ส่วนเจ้าข้อเสียของเจ้าตัวแอปนี้ก็คือ ไม่สามารถ upload หรือแปลงไฟล์ไป Share ให้ชาวบ้านได้ครับ ทำได้แค่เหมือนสมุดโน๊ตเท่านั้นเอง ซึ่งก็น่าเสียดายอยู่เช่นกันครับ แต่ยังดีครับที่เป็นแอปฟรี ได้อย่างก็เสียอย่างครับ
ต่อไปเป็นแอปของ Mind Map อีกตัวที่อยากนำเสนอมากๆ ครับ ถือว่า Advance ที่สุดในนี้แล้วครับ นั่นก็คือ เจ้า Thinking Space นั่นเองครับ เรามาดูรูปหน้าเจ้าแอปตัวนี้กันดีกว่าครับว่ามันมีดีอะไรบ้าง

เข้ามาข้างในก็รู้สึกดูน่าใช้แล้วใช่ไหมครับ ในส่วนของเจ้าแอปนี้ก็แทบไม่น่าเชื่อเหมือนกันครับว่า มันจะเป็นแอปฟรีไปด้ยังไง โดยหลังจากผมได้สร้าง Mind Map ใหม่ขึ้นมาแล้วก็ลองทำดูจนได้ตามรูป

สังเกตุรายละเอียดดีๆ ครับ มันมี Option เสริมขึ้นมาเพื่อสำหรับจัดการ Mind Map ด้านใน แล้วจัดรูปแบบให้เราเองอย่างเป็นระเบียบ รวมไปถึงการแปลงไฟล์เป็นรูปแบบต่างๆ แล้วสามารถเอาไป Share ให้ชาวบ้านได้อีกด้วย แต่ข้อเสียก็มีนิดหน่อยครับ กล่าวคือ เราไม่สามารถลากเส้น Mind Map ได้อย่างอิสระครับ
เอาล่ะครับ เห็นทางฝั่งน้องแอนเป็นยังไงกันบ้างครับ แล้วแต่คนชอบนะครับว่าจะเลือกแบบไหน โดยส่วนตัว เท่าที่สังเกตุ ทางฝั่งน้องไอจะมีภาษีกว่าตรงที่ นักพัฒนาเค้ามีกำลังใจมากกว่า เพราะทำแอปแล้วสามารถขายได้ และคนส่วนใหญ่มั่นใจที่ยอมซื้อแอปผ่านน้องไอซะมากกว่า แอปเลยดูค่อนข้างมีลูกเล่น และสร้างสรรค์กว่า ผิดกับทางฝั่งน้องแอนที่เป็น Open source ซักส่วนใหญ่ ซึ่งคนที่นิยมใช้น้องแอน ก็คงอยากได้ของฟรีซักส่วนมาก นักพัฒนาก็ต้องทำใจกันหน่อย เลยทำให้บาง Feature ดูขาดๆ เกินๆ ยังไงก็ตาม ผลประโยชน์สุดท้าย ผู้บริโภคก็มีแต่ได้กับได้ (win-win) เช่นนี้แล...
อ้าว คงไม่ต้องพล่ามเยอะแล้วล่ะครับ เรามาดูกันเรยดีกว่าครับว่า Mind Map ของน้องแอน จะสู้น้องไอได้ไหม โดยแอปที่เราหาได้ และลองใช้ก็มี 2 ตัวเช่นเคยครับ คือ Thinking Space กับ Mind Map Memo ครับ

จากรูปนะครับ ทางซ้ายมือ Thinking Space ส่วนทางขวามือ Mind Map Memo ครับ โดยเรามาเริ่มจากมวยรองอย่าง Mind Map Memo กันดีกว่าครับ

เจ้าตัวแอปนี้ที่ชอบอย่างนึงคือใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก เข้ามาก็จะให้เราเข้าไปสร้างใหม่หรือเปิดให้แก้ไขได้ตามใจชอบ แล้วการลาก Node ย่อยก็แสนง่าย เพียงแค่ใช้นิ้วสัมผัสแล้วลาก ก็สร้าง Mind Map ส่วนตัวได้ตามต้องการ

ส่วนเจ้าข้อเสียของเจ้าตัวแอปนี้ก็คือ ไม่สามารถ upload หรือแปลงไฟล์ไป Share ให้ชาวบ้านได้ครับ ทำได้แค่เหมือนสมุดโน๊ตเท่านั้นเอง ซึ่งก็น่าเสียดายอยู่เช่นกันครับ แต่ยังดีครับที่เป็นแอปฟรี ได้อย่างก็เสียอย่างครับ
ต่อไปเป็นแอปของ Mind Map อีกตัวที่อยากนำเสนอมากๆ ครับ ถือว่า Advance ที่สุดในนี้แล้วครับ นั่นก็คือ เจ้า Thinking Space นั่นเองครับ เรามาดูรูปหน้าเจ้าแอปตัวนี้กันดีกว่าครับว่ามันมีดีอะไรบ้าง

เข้ามาข้างในก็รู้สึกดูน่าใช้แล้วใช่ไหมครับ ในส่วนของเจ้าแอปนี้ก็แทบไม่น่าเชื่อเหมือนกันครับว่า มันจะเป็นแอปฟรีไปด้ยังไง โดยหลังจากผมได้สร้าง Mind Map ใหม่ขึ้นมาแล้วก็ลองทำดูจนได้ตามรูป

สังเกตุรายละเอียดดีๆ ครับ มันมี Option เสริมขึ้นมาเพื่อสำหรับจัดการ Mind Map ด้านใน แล้วจัดรูปแบบให้เราเองอย่างเป็นระเบียบ รวมไปถึงการแปลงไฟล์เป็นรูปแบบต่างๆ แล้วสามารถเอาไป Share ให้ชาวบ้านได้อีกด้วย แต่ข้อเสียก็มีนิดหน่อยครับ กล่าวคือ เราไม่สามารถลากเส้น Mind Map ได้อย่างอิสระครับ
เอาล่ะครับ เห็นทางฝั่งน้องแอนเป็นยังไงกันบ้างครับ แล้วแต่คนชอบนะครับว่าจะเลือกแบบไหน โดยส่วนตัว เท่าที่สังเกตุ ทางฝั่งน้องไอจะมีภาษีกว่าตรงที่ นักพัฒนาเค้ามีกำลังใจมากกว่า เพราะทำแอปแล้วสามารถขายได้ และคนส่วนใหญ่มั่นใจที่ยอมซื้อแอปผ่านน้องไอซะมากกว่า แอปเลยดูค่อนข้างมีลูกเล่น และสร้างสรรค์กว่า ผิดกับทางฝั่งน้องแอนที่เป็น Open source ซักส่วนใหญ่ ซึ่งคนที่นิยมใช้น้องแอน ก็คงอยากได้ของฟรีซักส่วนมาก นักพัฒนาก็ต้องทำใจกันหน่อย เลยทำให้บาง Feature ดูขาดๆ เกินๆ ยังไงก็ตาม ผลประโยชน์สุดท้าย ผู้บริโภคก็มีแต่ได้กับได้ (win-win) เช่นนี้แล...
2554-03-25
บทความดีๆ มาฝาก: เตรียมตัวต้อนรับนักธุรกิจญี่ปุ่น
จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว และสึนามิครั้งที่แล้วที่ญี่ปุ่น ทำให้ทั่วโลกต่างหาวิธีป้องกัน และเตรียมตัวรับปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างมากมาย จนกลายเป็นเทรนด์ไปโดยปริยาย
และล่าสุดเมื่อคืน ที่พม่าก็เจอเหตุการณ์แผ่นดินไหวราวๆ 7 ริกเตอร์ แถมยังกระเทือนมายังเชียงราย-เชียงใหม่ ไล่มายังกรุงเทพฯ เพียงเล็กน้อย (อยู่ตึกสูงรับรู้ได้) ก็ถือเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งที่ทำให้บ้านเราต้องปรับตัว ป้องกัน มีวินัยและสามัคคี ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เอาไว้มากๆ นะครับ เลยถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้นำบทความน่ารู้ของ คุณนงค์นาถ ห่านวิไล(nongnat@nationgroup.com - หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 25/3/2011) มาให้อ่านกันครับ ซึ่งหัวข้อจะออกเป็นแนวๆ Business แต่หลังจากได้อ่านแล้ว มันมีอะไรที่ลึกซึ้งมากๆ ครับ ที่เราควรเอาเยี่ยงอย่าง เริ่มต้นที่จะทำยังไม่สายครับ เพราะมันถึงเวลาที่ควรจะเริ่มได้แล้วครับ เอ้า ! มาดูบทความเลยกันดีกว่าครับ
เหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิถล่มญี่ปุ่น เป็นโศกนาฏกรรมช็อกโลก ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เมืองเซนไดและมณฑลอิวาเตะ แต่คลื่นสึนามิกระทบชายฝั่งญี่ปุ่นทั้งหมด และสิ่งที่มากระหน่ำซ้ำเติมคือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในเมืองฟูกูชิมาระเบิด ซึ่งส่งผลความเสียหายในวงกว้างกว่าที่คาดคิด
แต่เชื่อแน่ว่า วินัย และความเสียสละเพื่อส่วนรวม เป็นสองจุดเด่นที่คาดว่าจะทำให้ญี่ปุ่นฟื้นตัวเร็ว
ญี่ปุ่นเป็นชาติตัวอย่างโลก ดูจากหลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1945 ที่ใช้เวลาไม่เกิน 50 ปีมุ่งมั่นพัฒนาประเทศจนกลายเป็นมหาอำนาจทางด้านเศรษฐกิจของโลก และเป็นชาติเดียวที่เป็นเจ้าหนี้สหรัฐอเมริกา
ในช่วงปี 1950 ญี่ปุ่นเคยเลียนแบบสินค้าสหรัฐอเมริกามาก่อน แต่ในเรื่องคุณภาพก็โดนต่อว่าในเรื่องความคงทนและเสียง่าย แต่ญี่ปุ่นก็มีความมุมานะในแบบ "หนักเอาเบาสู้" และความเป็นเจ้าระเบียบ และคนมีวินัย ทำให้พัฒนาเร็ว
พงษ์เดช ศรีวชิรประดิษฐ์ นักเรียนเก่าจากญี่ปุ่น ปัจจุบันเขาคือ ผู้จัดการทั่วไปส่วนบริหารธุรกิจ บริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด วิเคราะห์ผลกระทบและอนาคตของญี่ปุ่นหลังจากนี้ว่า เชื่อมั่นว่าญี่ปุ่นจะฟื้นตัวได้เร็ว จากสิ่งที่เรียนรู้ได้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
"เราเพิ่งพาพนักงาน 15 คนกลับจากเมืองไซตามะ ซึ่งลำบากมาก ต้องนั่งรถธรรมดาจากไซตามะไปที่เมืองฮาเนดะ เพื่อต่อเครื่องบินไปทีตอนใต้ของเมืองฟูกูโอกะ แล้วจึงขึ้นเครื่องบินกลับมาประเทศไทย แต่ปรากฎว่าสิ่งที่ทำให้พนักงานทุกคนประทับใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่คือ ภาพของคนญี่ปุ่นนับพันยืนต่อคิว เพื่อซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างมีวินัย และถ้าเห็นเด็ก สตรี คนชรามาเข้าคิว ผู้ชายที่แข็งแรงกว่าก็จะให้เด็กับคนแก่ก่อน ทั้งที่พวกเขาทุกข์สุดๆ หิวสุดๆ
พงษ์เดช ยังมองว่า ความแข็งแกร่ง ความมีวินัย และการเสียสละเพื่อส่วนรวมของคนญี่ปุ่น จะทำให้ญี่ปุ่นฟื้นตัวจากวิกฤติครั้งนี้ได้เร็ว ส่วนหนึ่งเพราะ เศรษฐกิจฐานรากของประเทศก็ยังดีอยู่ แม้หนี้สาธารณะจะสูงมากที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก แต่การเป็นหนี้ของญี่ปุ่นนั้นเป็นหนี้ในประเทศ และแบรนด์ญี่ปุ่นติดตลาดโลกแล้ว การจะผลิตสินค้าและบริการใดออกมาก็สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศตลอดเวลา
ในส่วนของอุตสาหกรรมรถยนต์ ต้องยอมรับว่าส่งผล "กระทบ" แต่ไม่ถึงกับ "กระเทือน" เพราะเมื่อมีเหตุการณ์ฮอนด้า โตโยต้า ซูซูกิ มิตซูบิชิ ยามาฮ่า แม้จะเป็นคู่แข่งทางธุรกิจ แต่เมื่อเกิดเหตุวิกฤติทุกค่ายก็มานั่งคุยกัน เพื่อหาทางออกและรักษาอุตสาหกรรมที่เป็นหน้าตาของประเทศเอาไว้
นี่คืออีกความโดดเด่นของคนธุรกิจญี่ปุ่น
ผู้บริหารฮอนด้า แนะนำประเทศในเอเชีย รวมทั้งไทยจะต้องเร่งเตรียมความพร้อมและลงทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานรองรับการย้ายฐานของอุตสาหกรรม เพราะการลงทุนใหม่ของญี่ปุ่น นับจากนี้ไปจะมีต้นทุนสูง และยังมีความเสี่ยงเรื่องภัยพิบัติ ไทยเราในฐานะพันธมิตรที่ดีของญี่ปุ่นต้องเพิ่มขีดความสามารถเพื่อรองรับโอกาสธุรกิจครั้งใหญ่ ของการย้ายฐานทางธุรกิจ อุตสาหกรรม ในหลายๆ แขนง ที่จะเห็นความเคลื่อนไหวในอีกไม่นาน
สุดท้าย ขออาสาแนะนำ คนไทยให้เรียนรู้บทเรียนในครั้งนี้ เพราะคงไม่มีใครมาถล่มประเทศให้ได้เรียนรู้ คนไทยต้องรู้จักปรับตัวจริงจัง หลังจากพูดกันบนเวทีต่างๆ มามากแล้ว ต้องหันมาลดการทำลายสิ่งแวดล้อม มีความรักชาติ และรักให้ถูกทาง หมดเวลาที่จะมาทะเลาะกัน ควรอาศัยจังหวะแบบนี้มาพัฒนาประเทศซะที
หวังว่าขอให้คนไทยได้รับรู้ เข้าใจ และร่วมปฏิบัติกันนะครับ ^ ^
และล่าสุดเมื่อคืน ที่พม่าก็เจอเหตุการณ์แผ่นดินไหวราวๆ 7 ริกเตอร์ แถมยังกระเทือนมายังเชียงราย-เชียงใหม่ ไล่มายังกรุงเทพฯ เพียงเล็กน้อย (อยู่ตึกสูงรับรู้ได้) ก็ถือเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งที่ทำให้บ้านเราต้องปรับตัว ป้องกัน มีวินัยและสามัคคี ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เอาไว้มากๆ นะครับ เลยถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้นำบทความน่ารู้ของ คุณนงค์นาถ ห่านวิไล(nongnat@nationgroup.com - หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 25/3/2011) มาให้อ่านกันครับ ซึ่งหัวข้อจะออกเป็นแนวๆ Business แต่หลังจากได้อ่านแล้ว มันมีอะไรที่ลึกซึ้งมากๆ ครับ ที่เราควรเอาเยี่ยงอย่าง เริ่มต้นที่จะทำยังไม่สายครับ เพราะมันถึงเวลาที่ควรจะเริ่มได้แล้วครับ เอ้า ! มาดูบทความเลยกันดีกว่าครับ
เหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิถล่มญี่ปุ่น เป็นโศกนาฏกรรมช็อกโลก ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เมืองเซนไดและมณฑลอิวาเตะ แต่คลื่นสึนามิกระทบชายฝั่งญี่ปุ่นทั้งหมด และสิ่งที่มากระหน่ำซ้ำเติมคือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในเมืองฟูกูชิมาระเบิด ซึ่งส่งผลความเสียหายในวงกว้างกว่าที่คาดคิด
แต่เชื่อแน่ว่า วินัย และความเสียสละเพื่อส่วนรวม เป็นสองจุดเด่นที่คาดว่าจะทำให้ญี่ปุ่นฟื้นตัวเร็ว
ญี่ปุ่นเป็นชาติตัวอย่างโลก ดูจากหลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1945 ที่ใช้เวลาไม่เกิน 50 ปีมุ่งมั่นพัฒนาประเทศจนกลายเป็นมหาอำนาจทางด้านเศรษฐกิจของโลก และเป็นชาติเดียวที่เป็นเจ้าหนี้สหรัฐอเมริกา
ในช่วงปี 1950 ญี่ปุ่นเคยเลียนแบบสินค้าสหรัฐอเมริกามาก่อน แต่ในเรื่องคุณภาพก็โดนต่อว่าในเรื่องความคงทนและเสียง่าย แต่ญี่ปุ่นก็มีความมุมานะในแบบ "หนักเอาเบาสู้" และความเป็นเจ้าระเบียบ และคนมีวินัย ทำให้พัฒนาเร็ว
พงษ์เดช ศรีวชิรประดิษฐ์ นักเรียนเก่าจากญี่ปุ่น ปัจจุบันเขาคือ ผู้จัดการทั่วไปส่วนบริหารธุรกิจ บริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด วิเคราะห์ผลกระทบและอนาคตของญี่ปุ่นหลังจากนี้ว่า เชื่อมั่นว่าญี่ปุ่นจะฟื้นตัวได้เร็ว จากสิ่งที่เรียนรู้ได้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
"เราเพิ่งพาพนักงาน 15 คนกลับจากเมืองไซตามะ ซึ่งลำบากมาก ต้องนั่งรถธรรมดาจากไซตามะไปที่เมืองฮาเนดะ เพื่อต่อเครื่องบินไปทีตอนใต้ของเมืองฟูกูโอกะ แล้วจึงขึ้นเครื่องบินกลับมาประเทศไทย แต่ปรากฎว่าสิ่งที่ทำให้พนักงานทุกคนประทับใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่คือ ภาพของคนญี่ปุ่นนับพันยืนต่อคิว เพื่อซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างมีวินัย และถ้าเห็นเด็ก สตรี คนชรามาเข้าคิว ผู้ชายที่แข็งแรงกว่าก็จะให้เด็กับคนแก่ก่อน ทั้งที่พวกเขาทุกข์สุดๆ หิวสุดๆ
พงษ์เดช ยังมองว่า ความแข็งแกร่ง ความมีวินัย และการเสียสละเพื่อส่วนรวมของคนญี่ปุ่น จะทำให้ญี่ปุ่นฟื้นตัวจากวิกฤติครั้งนี้ได้เร็ว ส่วนหนึ่งเพราะ เศรษฐกิจฐานรากของประเทศก็ยังดีอยู่ แม้หนี้สาธารณะจะสูงมากที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก แต่การเป็นหนี้ของญี่ปุ่นนั้นเป็นหนี้ในประเทศ และแบรนด์ญี่ปุ่นติดตลาดโลกแล้ว การจะผลิตสินค้าและบริการใดออกมาก็สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศตลอดเวลา
ในส่วนของอุตสาหกรรมรถยนต์ ต้องยอมรับว่าส่งผล "กระทบ" แต่ไม่ถึงกับ "กระเทือน" เพราะเมื่อมีเหตุการณ์ฮอนด้า โตโยต้า ซูซูกิ มิตซูบิชิ ยามาฮ่า แม้จะเป็นคู่แข่งทางธุรกิจ แต่เมื่อเกิดเหตุวิกฤติทุกค่ายก็มานั่งคุยกัน เพื่อหาทางออกและรักษาอุตสาหกรรมที่เป็นหน้าตาของประเทศเอาไว้
นี่คืออีกความโดดเด่นของคนธุรกิจญี่ปุ่น
ผู้บริหารฮอนด้า แนะนำประเทศในเอเชีย รวมทั้งไทยจะต้องเร่งเตรียมความพร้อมและลงทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานรองรับการย้ายฐานของอุตสาหกรรม เพราะการลงทุนใหม่ของญี่ปุ่น นับจากนี้ไปจะมีต้นทุนสูง และยังมีความเสี่ยงเรื่องภัยพิบัติ ไทยเราในฐานะพันธมิตรที่ดีของญี่ปุ่นต้องเพิ่มขีดความสามารถเพื่อรองรับโอกาสธุรกิจครั้งใหญ่ ของการย้ายฐานทางธุรกิจ อุตสาหกรรม ในหลายๆ แขนง ที่จะเห็นความเคลื่อนไหวในอีกไม่นาน
สุดท้าย ขออาสาแนะนำ คนไทยให้เรียนรู้บทเรียนในครั้งนี้ เพราะคงไม่มีใครมาถล่มประเทศให้ได้เรียนรู้ คนไทยต้องรู้จักปรับตัวจริงจัง หลังจากพูดกันบนเวทีต่างๆ มามากแล้ว ต้องหันมาลดการทำลายสิ่งแวดล้อม มีความรักชาติ และรักให้ถูกทาง หมดเวลาที่จะมาทะเลาะกัน ควรอาศัยจังหวะแบบนี้มาพัฒนาประเทศซะที
หวังว่าขอให้คนไทยได้รับรู้ เข้าใจ และร่วมปฏิบัติกันนะครับ ^ ^
2554-03-24
ว่าด้วยเรื่องของ Mind Mapping App สำหรับมือถือ
สวัสดีครับ ช่วงนี้มีงานที่บ้านเข้ามาถมกันพอสมควร (แบบไม่ทันได้ตั้งตัว) เลยจึงจำเป็นต้องเลื่อนเขียนบทความไปซักระยะ แต่คราวนี้เห็นโอกาสอันดีที่กระผม นาย @chiisaii ได้กลับมาเขียนกันอีกครั้งกับช่วงครั้งที่แล้วที่ค้างกันไว้กับหัวข้อเรื่อง Mind Mapping กันนะครับ
เรื่องนี้คงมีหลายท่านได้รู้กันไปบ้างแล้วนะครับว่า อะไรคือ Mind Mapping แต่ก็ยังมีหลายคนยัง "งงงวย" กับการใช้งานของมันอยู่ว่า มันจะเริ่มอย่างไรดี และมันจะเอาไปใช้ทำอะไรกัน ... ซึ่งตัวผมเองจริงๆ ช่วงแรกๆ ก็ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ซักเท่าไหร่ แต่พอดีดันไปสะดุดตาเห็นข้อความทวิตของพี่ @pawoot เค้าเกี่ยวกับการนำเสนอ Mind Mapping Application Software ตัวนึง เลยทำให้เกิดแรงบัลดาลใจให้เขียนคอลัมน์นี้ขึ้นมา ก็ขอขอบคุณพี่เค้ามากๆ ครับ ที่ได้ให้ความรู้กับน้องๆ ชาวทวิตภพไว้มากมายครับ
Mind Mapping คืออะไร จิงๆ มาจากคำว่า Mind Map ครับ ซึ่งหมายถึง Diagram อย่างหนึ่งที่อธิบายวิธีคิดของเราที่จะทำอะไรในใจอย่างหนึ่งลงในกระดาษ โดยเริ่มจากศูนย์กลางของเรื่องที่เราจะเริ่มทำก่อน แล้วก็ลากเส้นโยงขยายไปในเรื่องย่อยๆ ที่เราต้องการจะทำ ถือเป็นการระดมความคิดส่วนตัวที่ดีเยี่ยม และมีการเชื่อมโยงประติดประต่อความคิดของเราเองอย่างมีแบบแผน โดยประโยชน์ของมัน ถ้าเราทำเป็น มันจะทำใ้ห้เราคิดที่จะทำงานใหญ่ๆ ได้อีกในภายภาคหน้าได้อีกด้วยครับ ... ซึ่งดีกว่าเราคิดไปวันๆ และก็ไม่ประติดประต่อ สุดท้ายงานก็ไม่ขึ้นแล้วก็ล้มเหลวในที่สุด (หาอ่านได้ที่นี่ครับ http://www.mindmapping.com/ หรือ http://en.wikipedia.org/wiki/Mind_map)
สิ่งที่พี่ @pawoot เค้านำเสนอตัว Mind Mapping Application Software ไปนั้น จะเป็นตัวที่นำไปใช้กับเครื่อง PC หรือ Mac ซักส่วนใหญ่ แต่ตัวผมเองเป็น Mobile User โดยปกติ จะขอนำเสนอในส่วนของ Mobile มั่ง ซึ่งหลายๆ คนก็นึกกันอยู่แก่ใจไปแล้วล่ะครับว่า มันคงหนีไม่พ้นจาก "น้องไอ" (iPhone) หรือไม่ก็ "น้องแอน" (Android) นั่นเอง ... ซึ่งแล้วแต่ชอบนะครับ โดยช่วงแรกผมก็ได้ลองเจ้า App ทางฝั่งน้องไอ มาสองตัวครับ โดยทางของน้องแอนก็มี App ที่ว่านี้อยู่เหมือนกัน เพียงแต่ Feature มันขาดๆ ไปนิดหน่อย เดี๋ยวจะอธิบายของน้องแอนในช่วงหลังก็แล้วกันครับ ... งั้นเรามาดูทางฝั่งน้องไอกันก่อนดีกว่า
ทางฝั่งน้องไอ ผมได้ลงเจ้า Mind Mapping App มาสองตัวครับ โดยตัวแรกจาเป็นเจ้า MindMeister และ SimpleMindX ครับ ซึ่งเจ้า App สองตัวนั้น สามารถไปดาวน์โหลดได้ฟรี ที่ App Store ครับ
โดยเจ้าสอง App ที่ว่าหน้าตาเป็นอย่างงี้ครับ (ทางซ้าย MindMeister ส่วนทางขวา SimpleMindX)

เจ้า App สองตัวนี้มันต่างกันอย่างไร ทำไมผมต้องโหลดมาด้วยล่ะ มันเป็นอย่างงี้ครับ เพราะความต่างของมันเพียงเล็กน้อย ที่ผมโหลดมาลองเล่นดูนั่นเอง ซึ่งเจ้าตัวแรก (MindMeister) นั้นโหลดมาแล้วได้เข้าไปเล่นดู ได้พบกับความเจ๋งของ App มันว่า ทำได้ Advance มากๆ ครับ ซึ่งเข้ามาหน้า Menu ของ MindMeister หน้าตาเป็นอย่างงี้ครับผม

แล้วมาดูตัวอย่างด้านในกันครับ

โดย Feature ของมันเอง ถือว่าเหมาะสำหรับคนที่ชอบ Advance หน่อยน่ะครับ เพราะการโยงเส้นของ App นี้มันทำได้ง่ายมากเพียงแ่ค่ตอนเริ่มใหม่ ก็จะมี Center มาให้เราพิมพ์หัวเรื่องที่เราคิดจะทำ แล้วก็กดเพิ่ม เพื่อที่จะเพิ่มเส้นย่อยๆ ออกไปได้อีก โดยตัวแรกมันมีข้อดีที่ว่า สามารถ Share ให้กับเพื่อนๆ ในกลุ่มที่เล่น MindMeister ด้วยกัน ดูได้ด้วย แถมยังมีการ Export ไฟล์ในรูปแบบต่างๆ อาทิ PDF, PNG, RTF, Freemind, หรือ MindManager ได้อีก ตามรูปครับ

โดยภาพรวมแล้ว ข้อเสียของเจ้า App นี้ก็มีนิดหน่อยครับ คือ จะบังคับให้คุณไปลงทะเบียน Account ออนไลน์ โดยใช้ E-mail ของตัวเองให้เรียบร้อยเสียก่อนครับ แต่ก็สุขใจครับ ไม่จำเป็นต้องออนไลน์ตลอด เป็นแค่ช่วงแรกๆ เท่านั้นเองครับ จากนั้นก็ใช้สะดวกแล้วก็เก็บไว้ในน้องไอได้เรย
ส่วนตัวที่สองนั้น เป็นตัวที่ผมชอบยิ่งกว่า (โดยส่วนตัว) เพราะมันใช้งานง่ายเลยทีเีีดียวครับ ไม่ค่อยยุ่งยาก ก็คือเจ้า SimpleMindX นั่นเองครับ โดยหน้า Menu มันจะเป็นแบบนี้ครับ ตามรูป

เห็นหน้าตาแบบนี้แล้ว ยอมรับว่าน่าใช้เลยทีเดียวสำหรับผู้เริ่มต้นที่จะหัดเขียน Mind Mapping ครับ ลองไปดูตัวอย่างเซริ์ฟๆ กันหน่อยดีกว่าครับ

ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมผมถึงชอบใช้ตัวนี้ เพราะมันง่าย และสะดวกกว่าน่ะครับ โดยข้อดีของ App นี้คือ จัดรูปแบบได้ไว ไม่ต้องยุ่งยาก และมีพิธีรีตรองอะไรมากมาย คุณจะเริ่มอันใหม่ก็เล่นได้ทันทีเลยครับผม แต่ข้อเสีย มันก็มีอยู่ กล่าวคือ มันจะต้องทำการ Link ไปยัง Application หลักบนคอมใหญ่อีกตัว คือ SimpleMind Desktop ครับ โดยรายละเอียดก็ไปที่เว็ปนี้ครับ http://www.simpleapps.eu/simplemind/desktop โดยปัญหาของเจ้า App นี้ ถ้าจะไปแชร์เข้าคอมใหญ่ หรือให้เพื่อนดู ไม่เหมาะครับ เพราะจะต้อง Sync ไปที่ Application Software ตัวนี้ก่อนนั่นเอง แถมมันยังให้เราโหลดแค่ Trial ได้เท่านั้นครับ โดย App นี้ซื้อจิงๆ อยู่ที่ 38.00 Euro เลยทีเดียว ... ก็ถือว่า ได้อย่างเสียอย่างครับ
โดยสรุปแล้ว App ที่ดูแล้วมีครบถ้วนแล้วน่าใช้จริงๆ ต้องขอยกให้ MindMeister ครับ ส่วนตัวหลัง มันเหมาะสำหรับ เอาไปใช้ดูส่วนตัวมากกว่า ... เอาล่ะครับ ไหนๆ ก็คงได้ข้อมูลกันจุใจกับทางฝั่งของน้องไอไปแล้ว คราวหน้าจะมาทางฝั่งของน้องแอนกันบ้างว่า มันจะเป็นอย่างไรกันหนอ อิอิ ^ ^
เรื่องนี้คงมีหลายท่านได้รู้กันไปบ้างแล้วนะครับว่า อะไรคือ Mind Mapping แต่ก็ยังมีหลายคนยัง "งงงวย" กับการใช้งานของมันอยู่ว่า มันจะเริ่มอย่างไรดี และมันจะเอาไปใช้ทำอะไรกัน ... ซึ่งตัวผมเองจริงๆ ช่วงแรกๆ ก็ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ซักเท่าไหร่ แต่พอดีดันไปสะดุดตาเห็นข้อความทวิตของพี่ @pawoot เค้าเกี่ยวกับการนำเสนอ Mind Mapping Application Software ตัวนึง เลยทำให้เกิดแรงบัลดาลใจให้เขียนคอลัมน์นี้ขึ้นมา ก็ขอขอบคุณพี่เค้ามากๆ ครับ ที่ได้ให้ความรู้กับน้องๆ ชาวทวิตภพไว้มากมายครับ
Mind Mapping คืออะไร จิงๆ มาจากคำว่า Mind Map ครับ ซึ่งหมายถึง Diagram อย่างหนึ่งที่อธิบายวิธีคิดของเราที่จะทำอะไรในใจอย่างหนึ่งลงในกระดาษ โดยเริ่มจากศูนย์กลางของเรื่องที่เราจะเริ่มทำก่อน แล้วก็ลากเส้นโยงขยายไปในเรื่องย่อยๆ ที่เราต้องการจะทำ ถือเป็นการระดมความคิดส่วนตัวที่ดีเยี่ยม และมีการเชื่อมโยงประติดประต่อความคิดของเราเองอย่างมีแบบแผน โดยประโยชน์ของมัน ถ้าเราทำเป็น มันจะทำใ้ห้เราคิดที่จะทำงานใหญ่ๆ ได้อีกในภายภาคหน้าได้อีกด้วยครับ ... ซึ่งดีกว่าเราคิดไปวันๆ และก็ไม่ประติดประต่อ สุดท้ายงานก็ไม่ขึ้นแล้วก็ล้มเหลวในที่สุด (หาอ่านได้ที่นี่ครับ http://www.mindmapping.com/ หรือ http://en.wikipedia.org/wiki/Mind_map)
สิ่งที่พี่ @pawoot เค้านำเสนอตัว Mind Mapping Application Software ไปนั้น จะเป็นตัวที่นำไปใช้กับเครื่อง PC หรือ Mac ซักส่วนใหญ่ แต่ตัวผมเองเป็น Mobile User โดยปกติ จะขอนำเสนอในส่วนของ Mobile มั่ง ซึ่งหลายๆ คนก็นึกกันอยู่แก่ใจไปแล้วล่ะครับว่า มันคงหนีไม่พ้นจาก "น้องไอ" (iPhone) หรือไม่ก็ "น้องแอน" (Android) นั่นเอง ... ซึ่งแล้วแต่ชอบนะครับ โดยช่วงแรกผมก็ได้ลองเจ้า App ทางฝั่งน้องไอ มาสองตัวครับ โดยทางของน้องแอนก็มี App ที่ว่านี้อยู่เหมือนกัน เพียงแต่ Feature มันขาดๆ ไปนิดหน่อย เดี๋ยวจะอธิบายของน้องแอนในช่วงหลังก็แล้วกันครับ ... งั้นเรามาดูทางฝั่งน้องไอกันก่อนดีกว่า
ทางฝั่งน้องไอ ผมได้ลงเจ้า Mind Mapping App มาสองตัวครับ โดยตัวแรกจาเป็นเจ้า MindMeister และ SimpleMindX ครับ ซึ่งเจ้า App สองตัวนั้น สามารถไปดาวน์โหลดได้ฟรี ที่ App Store ครับ
โดยเจ้าสอง App ที่ว่าหน้าตาเป็นอย่างงี้ครับ (ทางซ้าย MindMeister ส่วนทางขวา SimpleMindX)

เจ้า App สองตัวนี้มันต่างกันอย่างไร ทำไมผมต้องโหลดมาด้วยล่ะ มันเป็นอย่างงี้ครับ เพราะความต่างของมันเพียงเล็กน้อย ที่ผมโหลดมาลองเล่นดูนั่นเอง ซึ่งเจ้าตัวแรก (MindMeister) นั้นโหลดมาแล้วได้เข้าไปเล่นดู ได้พบกับความเจ๋งของ App มันว่า ทำได้ Advance มากๆ ครับ ซึ่งเข้ามาหน้า Menu ของ MindMeister หน้าตาเป็นอย่างงี้ครับผม

แล้วมาดูตัวอย่างด้านในกันครับ

โดย Feature ของมันเอง ถือว่าเหมาะสำหรับคนที่ชอบ Advance หน่อยน่ะครับ เพราะการโยงเส้นของ App นี้มันทำได้ง่ายมากเพียงแ่ค่ตอนเริ่มใหม่ ก็จะมี Center มาให้เราพิมพ์หัวเรื่องที่เราคิดจะทำ แล้วก็กดเพิ่ม เพื่อที่จะเพิ่มเส้นย่อยๆ ออกไปได้อีก โดยตัวแรกมันมีข้อดีที่ว่า สามารถ Share ให้กับเพื่อนๆ ในกลุ่มที่เล่น MindMeister ด้วยกัน ดูได้ด้วย แถมยังมีการ Export ไฟล์ในรูปแบบต่างๆ อาทิ PDF, PNG, RTF, Freemind, หรือ MindManager ได้อีก ตามรูปครับ

โดยภาพรวมแล้ว ข้อเสียของเจ้า App นี้ก็มีนิดหน่อยครับ คือ จะบังคับให้คุณไปลงทะเบียน Account ออนไลน์ โดยใช้ E-mail ของตัวเองให้เรียบร้อยเสียก่อนครับ แต่ก็สุขใจครับ ไม่จำเป็นต้องออนไลน์ตลอด เป็นแค่ช่วงแรกๆ เท่านั้นเองครับ จากนั้นก็ใช้สะดวกแล้วก็เก็บไว้ในน้องไอได้เรย
ส่วนตัวที่สองนั้น เป็นตัวที่ผมชอบยิ่งกว่า (โดยส่วนตัว) เพราะมันใช้งานง่ายเลยทีเีีดียวครับ ไม่ค่อยยุ่งยาก ก็คือเจ้า SimpleMindX นั่นเองครับ โดยหน้า Menu มันจะเป็นแบบนี้ครับ ตามรูป

เห็นหน้าตาแบบนี้แล้ว ยอมรับว่าน่าใช้เลยทีเดียวสำหรับผู้เริ่มต้นที่จะหัดเขียน Mind Mapping ครับ ลองไปดูตัวอย่างเซริ์ฟๆ กันหน่อยดีกว่าครับ

ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมผมถึงชอบใช้ตัวนี้ เพราะมันง่าย และสะดวกกว่าน่ะครับ โดยข้อดีของ App นี้คือ จัดรูปแบบได้ไว ไม่ต้องยุ่งยาก และมีพิธีรีตรองอะไรมากมาย คุณจะเริ่มอันใหม่ก็เล่นได้ทันทีเลยครับผม แต่ข้อเสีย มันก็มีอยู่ กล่าวคือ มันจะต้องทำการ Link ไปยัง Application หลักบนคอมใหญ่อีกตัว คือ SimpleMind Desktop ครับ โดยรายละเอียดก็ไปที่เว็ปนี้ครับ http://www.simpleapps.eu/simplemind/desktop โดยปัญหาของเจ้า App นี้ ถ้าจะไปแชร์เข้าคอมใหญ่ หรือให้เพื่อนดู ไม่เหมาะครับ เพราะจะต้อง Sync ไปที่ Application Software ตัวนี้ก่อนนั่นเอง แถมมันยังให้เราโหลดแค่ Trial ได้เท่านั้นครับ โดย App นี้ซื้อจิงๆ อยู่ที่ 38.00 Euro เลยทีเดียว ... ก็ถือว่า ได้อย่างเสียอย่างครับ
โดยสรุปแล้ว App ที่ดูแล้วมีครบถ้วนแล้วน่าใช้จริงๆ ต้องขอยกให้ MindMeister ครับ ส่วนตัวหลัง มันเหมาะสำหรับ เอาไปใช้ดูส่วนตัวมากกว่า ... เอาล่ะครับ ไหนๆ ก็คงได้ข้อมูลกันจุใจกับทางฝั่งของน้องไอไปแล้ว คราวหน้าจะมาทางฝั่งของน้องแอนกันบ้างว่า มันจะเป็นอย่างไรกันหนอ อิอิ ^ ^
2554-03-13
ผ่านมาสองวันกับความเหนื่อยล้า และภัยธรรมชาติครั้งยิ่งใหญ่
ผ่านมาสองวันกับ Academic Advising และ Senior Project Final Defense ซึ่งเป็นวันที่ยอมรับว่าเหนื่อยสุดยอดครับ โดยเฉพาะวันหลังต้องเผชิญกับกลุ่มนักศึกษาจบถึง 3 กลุ่ม ผลงานในเทอมนี้ดีไม่ดีอย่างไร เจ้าตัวในแต่ละกลุ่มที่ทำก็รู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วครับ ยังไงๆ ก็ขอภาวนาให้ผ่านพ้นไปอย่างด้วยดี และสิ่งที่ขาด และไม่ค่อยจะเข้าใจอะไร หรือแม้แต่การสื่อสาร และประสานงานต่อ ก็ขอให้นักศึกษาที่ทำโปรเจคจบไป เอาไปเป็นประสบการณ์ในการใช้งานจริงในอนาคตด้วยนะครับ
และในวันแรกช่วงบ่าย เวลาพัก ผมได้นั่งเปิดทวิตเตอร์มาดู ได้พบเหตุการณ์อย่างน่าตกใจเกิดขึ้นที่แดนอุทิศอุทัย นั่นก็คือ "แผ่นดินไหว" และ "ซึนามิ" ซึ่งก็วิ่งหรี่มาดู Youtube แล้วก็เจอภาพเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเห็นคลื่นถล่มเข้ามาทำลายบ้านเมืองมหาศาล ซ้ำยังเจอโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดอีก แถมยังเกิด Aftershock กระหน่ำซ้ำยังไม่วาย ซึ่งตัวเองอยู่เมืองไทย ยอมรับว่าโชคดีมากครับ ประเทศเรานั้นบุญใหญ่เหลือล้น แต่ก็ประสบปัญหาการเมืองที่ไม่ค่อยจะเข้าท่าซักเท่าไหร่ โดยเราเห็นตัวอย่างจากที่โน่นแล้ว ก็อยากให้รักและช่วยเหลือกันในประเทศนี้ให้มากๆ ครับ และก็อย่าประมาทเช่นกัน หาคู่มือปฎิบัติเมื่อเกิดแผ่นดินไหวมาอ่านก็ดีนะครับ ซึ่งจะเป็นการดีอย่างมากเลย "กันไว้ดีกว่าแก้" ครับผม
สุดท้ายนี้ทาง Blog ผม จะทำการเปลี่ยนหน้าตาใหม่ และจะเอาข่าวสารที่เป็นประโยชน์ และเรื่องน่ารู้ มาลงไว้ที่นี่เรื่อยๆ ครับ และมีทวิตเตอร์ส่วนตัว เผื่อใครสนใจจะมา Follow เพื่อ พบปะหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ก็มา Follow @chiisaii ได้เลยครับ
ครั้งหน้า จะมาพูดถึงเรื่อง Mind Mapping และประโยชน์ของมันกันต่อนะครับผม
JC (@chiisaii)
และในวันแรกช่วงบ่าย เวลาพัก ผมได้นั่งเปิดทวิตเตอร์มาดู ได้พบเหตุการณ์อย่างน่าตกใจเกิดขึ้นที่แดนอุทิศอุทัย นั่นก็คือ "แผ่นดินไหว" และ "ซึนามิ" ซึ่งก็วิ่งหรี่มาดู Youtube แล้วก็เจอภาพเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเห็นคลื่นถล่มเข้ามาทำลายบ้านเมืองมหาศาล ซ้ำยังเจอโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดอีก แถมยังเกิด Aftershock กระหน่ำซ้ำยังไม่วาย ซึ่งตัวเองอยู่เมืองไทย ยอมรับว่าโชคดีมากครับ ประเทศเรานั้นบุญใหญ่เหลือล้น แต่ก็ประสบปัญหาการเมืองที่ไม่ค่อยจะเข้าท่าซักเท่าไหร่ โดยเราเห็นตัวอย่างจากที่โน่นแล้ว ก็อยากให้รักและช่วยเหลือกันในประเทศนี้ให้มากๆ ครับ และก็อย่าประมาทเช่นกัน หาคู่มือปฎิบัติเมื่อเกิดแผ่นดินไหวมาอ่านก็ดีนะครับ ซึ่งจะเป็นการดีอย่างมากเลย "กันไว้ดีกว่าแก้" ครับผม
สุดท้ายนี้ทาง Blog ผม จะทำการเปลี่ยนหน้าตาใหม่ และจะเอาข่าวสารที่เป็นประโยชน์ และเรื่องน่ารู้ มาลงไว้ที่นี่เรื่อยๆ ครับ และมีทวิตเตอร์ส่วนตัว เผื่อใครสนใจจะมา Follow เพื่อ พบปะหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ก็มา Follow @chiisaii ได้เลยครับ
ครั้งหน้า จะมาพูดถึงเรื่อง Mind Mapping และประโยชน์ของมันกันต่อนะครับผม
JC (@chiisaii)
2554-03-10
ชีวิตชิวๆ
เมื่อคืนเผลอหลับไปเรย หลังจากนอนอ่านหนังสือบน iPod Touch สงสัยคงต้องหา iPad 2 มาอ่านแทน (ฮา) ช่วงนี้จะเป็นช่วงปิดเทอมครับ แต่ก็ต้องเคลียร์งานตกค้างที่เหลือ 2 งานอย่าง Academic Advising และ Senior Project Final Defense และหลังจากนั้น ผมจะมาเริ่มลุยโปรเจคส่วนตัวเป็นเรื่องเป็นราวแล้วล่ะครับ
JC
JC
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)